ABOUT US
Website Banner
     
   ระบบป้องกันดินพังด้วยชีทไพล์
SHEETPILE WALL SYSTEM

 
     

     การก่อสร้างอาคาร คอนโดมิเนียม โรงแรม ที่มีฐานราก(Footing) ที่มีค่าต่ำกว่าระดับ +0.00m ในพื้นที่ที่มีการเสี่ยงต่อการพังของดินและมีพื้นที่จำกัด เราจำเป็นที่จะต้องมีการสร้างระบบป้องกันดินพังเพื่อป้องกันการพังทลายของดินเมื่อต้องขุดดินลงไปก่อสร้างฐานรากของอาคารหรือ ฐานรากของเสา วิธีการที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับเป็นสากลก็คือ ระบบป้องกันดินพังด้วยชีทไพล์นั่นเอง
    เป็นที่ทราบกันว่าชั้นดินในเขตกรุงเทพมหานคร ลึกลงไปจากผิวดินประมาณ 10.00-12.00 เมตรเป็นดินเหนียวที่ไม่มีค่าความเชื่อมแน่น และรับแรงเฉือนได้น้อย  เมื่อมีการก่อสร้างใต้ดิน ระบบโครงสร้างชั่วคราวป้องกันดินพังจึงต้องถูกนำมาใช้  โดยในที่นี้จะกล่าวถึงการใช้วิธีการใช้ Sheet Pile กับระบบ Bracing เป็นหลักเพราะเป็นระบบที่พบเห็นทั่วไปในการก่อสร้างในเขต กรุงเทพฯโดยจะกล่าวถึงทฤษฎีการออกแบบเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ ทราบถึงหลักการ แนวทางในการออกแบบพร้อมแสดงรายการคำนวณเบื้องต้น
หลักการออกแบบระบบผนังกันดิน
1. แนวทางในการออกแบบ
ในการออกแบบ Sheet Pile และ Bracing มีข้อคำนึงถึงดังนี้
 1.1 แผ่น Sheet Pile ต้องสามารถต้านทานแรงกระทำด้านข้างจากดิน แรงดัน SurCharge โดย 
       ปราศจากการ    เกิด Buckling ในแผ่น Sheet Pile
 1.2 ในโครงสร้างของระบบ Bracing ต้องแข็งแรงเพียงพอที่จะต้านทานการเคลื่อนตัวของดิน
 1.3 Bracing ต้องสามารถถ่ายน้ำหนักและไม่ทำให้โครงสร้างถาวรเกิดอันตราย
 1.4 Sheet Pile และ King Post ต้องสามารถถอนขึ้นมาใช้ได้อีก
 2. การคำนวณแรงดันดินด้านข้าง
     การคำนวณระบบ Sheet Pile และ Bracing ซึ่งประกอบด้วยแรงดันจากมวลดิน ถ่ายผ่านเม็ดดิน และแรงดันน้ำเข้าสู่ Sheet Pile จำเป็นต้องทราบถึงรูปแบบการวิบัติ เพื่อนำไปสู่การจำลองชนิดของการคำนวณ (Model Simulation) ให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริง ในระบบ Sheet Pile และ Bracing การออกแบบต้องคำนวณถึงแรงดันทางด้านข้าง (Total horizontal Stress) การเกิด Heave ในบริเวณที่ขุดดินออกไป และ เสถียรภาพของระบบ Sheet Pile ทั้งหมด (Overall Stability) การวิบัติที่จะเกิดขึ้นได้ในระบบนี้คือการเกิด Heave ในบริเวณหลุมขุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการที่การขุดเป็นบริเวณกว้าง และเกิดการเคลื่อนตัวของดินโดนรอบ
     สมการที่คำนวณกำแพง Sheet Pile และ Bracing   ที่นิยมใช้มากที่สุด เป็น Diagram ที่นำเสนอโดย Peck (1969) โดยแยกเป็นสมการเพื่อหา แรงดันในทรายและแรงดันในดินในสภาพ Undrained Cohesion ค่า Ø = 0
3. การออกแบบ Bracing
    
รายละเอียดของการออกแบบแต่ละส่วนมีดังนี้
 3.1 การออกแบบ Strut
    
Strut เป็นชิ้นส่วนประเภทเสารับแรงอัดวางในแนวนอนที่รับ Bending Moment โดยมีระยะห่างในแนวดิ่งไม่น้อยกว่า 2.75 เมตร และการรับน้ำหนักของ Strut จะขึ้นอยู่กับค่า Slenderness Ratio L/r ของชิ้นส่วนที่จะสร้างเป็น Strut   คำนวณหาแรงปฏิกิริยาที่กระทำสู่ Strut  จากผนังแผ่น Sheet Pile  เมื่อทราบค่าของ Strut Load แล้วสามารถคำนวณหาขนาดหน้าตัดและความยาวของ Strut โดยวิธีการออกแบบชิ้นส่วนรับแรงอัด
 3.2 การออกแบบ แผ่น Sheet Pile 
    3.2.1 ออกแบบโดยการพิจารณาค่า Bending Moment สูงสุดที่กระทำผนัง Sheet Pile   /
             ความกว้างผนัง 1.00 เมตร
    3.2.2 ค่า Bending Moment พิจารณาใช้ค่าสูงสุดที่กระทำต่อผนังใช้ออกแบบ
    3.2.3 คำนวณหาค่า Section Modulus ได้จากวิธีการคำนวณหาชิ้นส่วนต้านทานแรงดัด
    3.2.4 ค่า Allowable Flexural Stress ของ Sheet Pile   สามารถค้นหาข้อมูลได้จากผู้
             จำหน่ายหรือผู้ให้เช่าแผ่น Sheet Pile
 3.3 การออกแบบ Wale
     3.3.1 Waleเป็นชิ้นส่วนที่เป็นคานต่อเนื่อง คือมี Support ที่ตำแหน่งของ Strut แรงที่กระทำ
              สู่Wale คือแรงดันดินถ่ายผ่าน ผนังแผ่น Sheet Pile   เป็นลักษณะ Linier หรือ
              Distribution Load
     3.3.2 คำนวณหาค่า Bending Moment
     3.3.3 คำนวณหาค่า Section Modulus และทำตามวิธีคำนวณชิ้นส่วนรับแรงดัด แต่ควรเลือก
             หน้าตัดให้มีขนาดเท่ากันกับ Strut เพื่อความสะดวกในการเชื่อมยึดกัน



ตัวอย่าง Calculation Sheet for Sheetpile system

     
 
 
 


 Tel./Fax: 02-175-1232
   Mobile:    099-645-3655
096-546-5562

             
             
หัวเรื่อง :  
ชื่อของคุณ :  
E-mail ของคุณ :  
เบอร์โทรศัพท์ :
รายละเอียด :  
Verify Code
(กรุณาป้อนรหัส) :
 

 
Current Pageid = 3